Fume Hood

Small Hood 

Ductless -Thai

Ductless -USA 

Canopy

Arm Hood

Glove Box

Storage

Knowledge

 

 

 

 

 

Fume Hood  - Knowledge    

  • What is Fume Hood
  • Type of Fume Hood
  • Special Fume Hood
  • Fume Hood with Scrubber

 

รู้จักและการเลือกใช้งานตู้ดูดไอสารเคมี  Know how to select fume hood

 

Fume Hood หรือ ตู้ดูดควัน หรือ ตู้ดูดไอกรด / ไอสารเคมี หรือที่บางครั้งเรียกสั้นๆ ว่า "ฮู้ด (Hood)" คืออุปกรณ์ที่ใช้ดูดไอสารเคมี หรือสารระเหย (Volatile Organic Compounds, VOCs) เช่น Acetone, Xylene, Formaldehyde, Ethanol เป็นต้น ใช้ในห้องปฏิบัติการ ขณะทำ lab ไม่ว่าจะเป็นจากการสัมผัสกับผิวหนังโดยตรง หรือทางการหายใจก็ตาม ใช้ในการดูดไอกรด / ไอสารเคมีต่างๆ ที่เป็นอันตรายออกจากห้องทำงาน เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานเองและผู้อื่นด้วย

 

หลักการทำงานเริ่มจาก "การดูดอากาศภายในบริเวณที่เครื่องนี้ตั้งอยู่ ผ่านทางด้านหน้าของเครื่องไปทางผนังด้านหลัง และไหลไปตามท่อลมนอกเครื่อง จนส่งออกสู่ภายนอกอาคารในที่สุด" ซึ่งตำแหน่งการติดตั้งชุดพัดลม (Blower/Fan) จะอยู่ภายในเครื่องหรือนอกเครื่อง และอาจมีมีระบบการกรอง (Filtration) หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการนำปริมาณสารเคมีที่ผู้ใช้งานทำการทดลองว่ามีความเป็นพิษและเข้มข้นแค่ไหน

 

Fume Hood มีลักษณะเป็นตู้มีบานเลื่อนเปิดปิดขึ้นลง มักทำจากวัสดุที่ทนต่อการกัดกร่อนได้ดี เช่น ไฟเบอร์กลาสที่ทนการกัดกร่อน หรือโลหะเคลือบสีอีพ๊อกซี่

 

ตู้ควันเป็นเครื่องมือระบายอากาศแบบปิดสำหรับแก๊ส ไอระเหย และควัน ซึ่งพัดลมระบายอากาศจะติดตั้งอยู่ด้านบนของเครื่องดูดอากาศ อากาศที่มีสิ่งปนเปื้อนในตู้ควันจะไหลผ่านท่อลมของตู้ควันออกไปสู่บรรยากาศภายนอก ตู้ควันทั่วไปอากาศที่ถูกดึงผ่านตู้ควันจะมีการไหลในอัตราคงที่ แต่เมื่อกรอบหน้าต่างตู้ควันลดต่ำลงหรือพื้นที่ตัดขวางของช่องหน้าต่างที่เปิดอยู่ลดลง อัตราไหลของอากาศ (ความเร็วด้านหน้า, face velocity) จะเพิ่มขึ้นอย่างเป็นสัดส่วน

       ตู้ควันที่ทำงานเต็มประสิทธิภาพจะมีอากาศไหลออกออกนอกตู้ควันได้เพียงแค่ 0.0001% ถึง 0.001% เท่านั้น

 

 

ประโยชน์ของตู้ควัน

1.  ป้องกันการได้รับสัมผัสควัน ไอ หรือแก๊สที่เป็นอันตรายให้ผู้ปฏิบัติงาน

2.  ป้องกันการแพร่กระจายของสารเคมีที่ระเหยได้ในห้องปฏิบัติการ

3.  จำกัดพื้นที่การกระจายของหยดสารเคมีไม่ให้กระเด็นไปพื้นที่ทำงานส่วนอื่น

 

 

 

ข้อจำกัดของตู้ควัน

1.  ตู้ควันจะไม่สามารถระบายอากาศด้วยความเร็วที่สูงได้ หากมีสิ่งปนเปื้อนที่มีอนุภาคขนาดใหญ่ปนอยู่ด้วย

2.  ตู้ควันไม่สามารถป้องการการระเบิดได้ จึงต้องจัดให้มีแผงกั้นหรือฝากั้นที่แข็งแรงเพียงพอ แต่ต้องระวังว่าไม่ให้ปิดกั้นการไหลของอากาศภายในตู้ควัน

3.  ไอของสารเคมีบางชนิด เช่น ไอกรดเปอร์คลอริก สามารถสะสมบริเวณพื้นผิวของตู้ควัน ทำให้เกิดผลึกเปอร์คลอเรตที่สามารถระเบิดได้เมื่อสัมผัสเสียดสี (ตู้ควันสำหรับกรดเปอร์คลอริกจึงต้องทำด้วยเหล็กสแตนเลส ที่มีระบบการล้างทำความสะอาดติดตั้งอยู่ด้วย)

4.  ตู้ควันไม่สามารถควบคุมจุลชีพที่เป็นอันตรายได้ ดังนั้นจึงควรใช้ตู้ชีวนิรภัย (biosafety cabinet) แทนตู้ควันธรรมดา

5.  ตู้ควันที่ไม่มีแผ่นกรอง สิ่งปนเปื้อนทั้งหมดจะปล่อยออกสู่บรรยากาศโดยตรง หากต้องการควบคุมมลพิษ ต้องติดตั้งเครื่องควบแน่น (condensers) และสครัปเบอร์ (scrubber)ที่สามารถดักจับไอหรือฝุ่นของตัวทำละลายหรือสารพิษ

6.   ตู้ควันไม่สามารถใช้กำจัดของเสียได้ เพราะเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่จงใจระบายของเสียออกทางปล่องตู้ควัน

 

Fume Hood Structure

 

 

 

 

 

Fume Hood ขนาดทั่วไปจะเริ่มตั้งแต่ความกว้าง 1 เมตร   1.5 เมตร    1.8 เมตร   2.0 เมตร 

HoodModel

FH1200SE

FH1500SE

FH1800SE

FH2000SE

Exterior Dimension (LxWxH) mm.

1200 x 850 x 2350

1500 x 850 x 2350

1800 x 850 x 2350

2000 x 850 x 2350

Interior Dimension (LxW) mm.

1000 x 670

1300 x 670

1600 x 670

1800 x 670

Storage Exterior Dimension (LxWxH) mm.

1200 x 850 x 850

1500 x 850 x 850

1800 x 850 x 850

2000 x 550 x 850

Construction                                             Baffle system : Fiberglass, Polypropylene

                                                                    Hood exterior : Fiberglass, Steel with Epoxy Powder Coating

                                                                    Hood Interior : Fiberglass, Polypropylene

 

 

ประเภทของตู้ดูดควัน

ตู้ดูดควัน หากแบ่งตาม ลักษณะการไหลของอากาศ แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้

 

1. conventional

2. by-pass 

3. Auxiliary-air

 

 

 

 

1. แบบ conventional เป็นแบบที่พบได้ในห้องปฏิบัติการทั่วๆไป

 

ลักษณะการไหลของอากาศ : อากาศจากภายนอก ซึ่งเป็นอากาศดีถูกดูดเข้าสู่ตู้ดูดควันด้วยความเร็วในช่วง 40-120 ฟุต/นาที ผ่านพื้นที่ปฏิบัติงาน ผ่านด้านหลัง และด้านหน้าแผ่นบาฟเฟล (Baffle) ไล่อากาศเสียภายในตู้ออกไปตามท่อระบายอากาศ ออกสู่ภายนอก

- ความเร็วและปริมาณอากาศที่ไหลผ่านพื้นที่ปฏิบัติงานสามารถควบคุมโดยการเลื่อนประตูขึ้น-ลง กล่าวคือ ความเร็วของอากาศบริเวณพื้นที่ปฏิบัติงานมีมากที่สุด เมื่อประตูปิดเกือบสนิท และความเร็วจะลดลงตามลำดับเมื่อเปิดประตูกว้างขึ้นเรื่อยๆ

- ตู้ดูดควันแบบ  conventional จะมีความเร็วของลมสูงมากเมื่อปิดประตูตู้เกือบสนิท ซึ่งอาจทำให้วัตถุชิ้นเล็กๆ ภายในตู้ดูดควันเกิดการฟุ้งกระจาย แตกหักได้ง่าย

 

2. แบบ bypass ออกแบบมาเพื่อลดข้อเสียของตู้ดูดควันแบบ

 

conventional ที่มีความเร็วของลมสูงมากเมื่อปิดประตูตู้เกือบสนิท ซึ่งอาจทำให้วัตถุชิ้นเล็กๆ ภายในตู้ดูดควันเกิดการฟุ้งกระจาย แตกหักได้ง่าย

- ตู้ดูดควันชนิด by pass จึงเพิ่มช่องให้อากาศไหลเข้าที่บริเวณด้านบน และด้านล่างของประตูตู้ ทำให้ความเร็วของลมที่ไหลผ่านพื้นปฏิบัติงานไม่เปลี่ยนแปลงมากในสภาวะปิดหรือเปิดตู้ก็ตาม

 

3. แบบ auxiliary air หรือ add-air

 

มีความแตกต่างจากสองแบบแรกตรงที่มีท่อดูดอากาศจากภายนอกเข้ามาช่วยในการไหลของอากาศภายในตู้ดูดควันออก เพื่อลดการดูดอากาศภายในห้องออกมากเกินความจำเป็น โดยเฉพาะห้องปรับอากาศขนาดเล็ก

 

 

ระบบระบายอากาศที่ใช้กับ Fume Hood

 

โดยทั่วไปมีการใช้งานระบบระบายอากาศของตู้ดูดควัน อยู่ 2เระบบคือ

 

1. constant air volume (CAV)

 

โดยอากาศที่ดูดออกจากตู้ขึ้นอยู่กับความสูงของ การเปิด-ปิดหน้าบานตู้ (SASH)ชึ่งระดับความสูงตามมาตรฐาน อยู่ที่ 30-50 เซนติเมตร เช่น หาก เปิด หน้าบานตู้ (SASH) ให้อยู่ในระดับต่ำกว่า มาตรฐาน ความเร็วลมหน้าตู้(VELOCITY) จะ เพิ่มขึ้น หรือ หากเปิด หน้าบานตู้ (SASH) ให้อยู่ในระดับสูงกว่ามาตรฐาน ความเร็วลมหน้าตู้(VELOCITY) จะลดลง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2. variable air volume (VAV)

 

 
§ระบบ VAV หมายถึง ปริมาณอากาศที่ดูดออกจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งของหน้าบานตู้ (SASH) ซึ่งความเร็วลมหน้าตู้ สามารถผ่านหน้าบานตู้ (SASH) เข้าไปโดย เพิ่มระบบ VAV CONTROL SYSTEM เพื่อให้ควบคุม VARIABLE-SPEED MOTOR เพื่อรักษาปริมาณอากาศให้คงที่ ที่ 100 fpm. ทุกระยะการเปิด – ปิดหน้าบานตู้ (SASH) และสามารถประหยัดพลังงาน(ENERGY)ได้โดยการลดปริมาณอากาศดูดได้
 
§ระบบ VAV โดยทั่วไป ดัดแปลงมาจากแบบ conventional หรืออาจมีบ้างที่ดัดแปลงมาจากแบบ By pass
 
§ระบบ VAV อาจสร้างขึ้นไว้ในเครื่องดูดควันจากโรงงานอยู่แล้ว หรืออาจเป็นอุปกรณ์เสริมเพิ่มเข้าไปในเครื่องดูดควันตอนติดตั้ง หรือบางตู้ดูดควันแบบ VAV มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ซึ่งช่วยให้ตู้สามารถเชื่อมต่อกับเครื่องทำความร้อน, การระบายอากาศและเครื่องปรับอากาศ (HVAC)
 
§ระบบ VAV ราคาค่อนข้างสูง แต่ระบบ VAV จะช่วยประหยัดพลังงาน(ENERGY) มากกว่าแบบ By pass และแบบ auxiliary-air ทั้งนี้ การไหลของอากาศมีความสอดคล้องกับระยะการเปิด – ปิดหน้าบานตู้ (SASH) นอกจากนี้ส่วนใหญ่ระบบ VAV มีการตรวจสอบสัญญาณเตือนภัย / มีการแจ้งเตือนนักวิจัยกับสภาพการไหลของอากาศที่ไม่ปลอดภัย

 

ตัวอย่างการตืดตั้งระบบ VAV

 

 

 

 

 

Special Fume Hood

 

ตู้ดูดควันสำหรับใช้กับกรดเปอร์คลอริก (perchloric acid hood)

 

-ไม่ควรนำสารอินทรีย์ มาใช้ในตู้ดูดควันสำหรับใช้กับกรดเปอร์คลอริก เนื่องจากอาจทำปฏิกิริยาและเกิดการระเบิดขึ้นได้
-
โครงสร้างของตู้ มักผลิตมาจากสแตนเลส 316, โพลีไวนิลล์คลอไรด์ (PVC) หรือวัสดุเคลือบเซรามิก

 

 Fume Hood with Scrubber

 

 



 


 

 

 


 


 


 


 


 


 
 
 

 

  Be a fan on facebook

 

National Direct Network Co., Ltd.
240 Soi Petchkasem 63/4 Petchkasem Road, Bangkae, Bangkae, Bangkok, Thailand 10160
Tel : 02 4444-655 Fax: 02 4444-650 email : sales@ndn.co.th